ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัว ว่า กว่า 8 ปี ที่ ประกาศใช้ นอกจากตัวพระราชบัญญัติซึ่งเป็นตัวบทหลัก ยังมีการออกกฎหมายลำดับรองอย่างต่อเนื่อง และกำลังดำเนินการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อจะออกเป็นกฎหมายลำดับรอง เช่น เรื่องสถานสงเคราะห์สัตว์ และเรื่องสัตว์ที่อาศัย
อยู่ในธรรมชาติ โดยสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย(TSPCA) และองค์กรเครือข่าย ได้เสนอเพิ่มเติมสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติให้ได้รับการคุ้มครอง เช่น นกกระติ๊ด นกกระจาบ เต่า ช้าง ลิง วาฬ โลมา เป็นต้นและได้มีการเสนอให้มีการจัดระเบียบควบคุมพิเศษกรณีสุนัขดุร้ายมีประวัติทำร้ายคนหรือพยายามทำร้ายคน เช่นสุนัขพันธุ์พิทบูลเทอเรียบูลเทอเรียสเตฟฟอร์ดเชอร์บูลเทอเรียรอทไวเลอร์
และฟิล่าบราซิลเรียโรเป็นต้นโดยเสนอให้กรมปศุสัตว์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะกรรมการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ควรมีการศึกษาและออกระเบียบหรือประกาศที่เกี่ยวกับ การจัดสวัสดิภาพสัตว์ สำหรับสุนัขดุร้ายโดยเฉพาะตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขชนิดลักษณะสภาพและอายุของสัตว์นั้นตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์พ.ศ. 2557
มาตรา 22 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดระเบียบและควบคุมการเลี้ยงสัตว์ดุร้าย ให้เกิดความเหมาะสม ต่อไป ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ได้จัดตั้งกองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ เพื่อบริการช่วยเหลือรับข้อร้องเรียนตามอำนาจหน้าที่ของกฎหมายฉบับนี้ อีกทั้งมีการจัดตั้งสถานพยาบาลสัตว์ ประจำอำเภอและจังหวัด กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย
เพื่อให้บริการด้านสุขภาพสัตว์ป่วย สัตว์พิการ สัตว์ตั้งท้องหรือลูกอ่อน สัตว์ในสถานสงเคราะห์รวมทั้งสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของที่อาศัยอยู่ในวัด โรงเรียน โดยสถานพยาบาลประจำอำเภอทุกแห่งของกรมปศุสัตว์จะมีสัตวแพทย์ประจำ ในการดูแลสัตว์ในภาวะฉุกเฉิน ก่อนส่งต่อในการทำหมัน ฉีดวัคซีน ซึ่งการบริการเหล่านี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายนับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เกิดขึ้นหลังการประกาศบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้
สำหรับจุดเน้นที่ควรพัฒนาควบคู่กับการบังคับกฎหมายฉบับนี้ เช่น
1.เสริมสร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพในการติดตาม การบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้อำนวยความยุติธรรมเกิดขึ้นอย่างแท้จริง รวมทั้งบูรณาการแก้ไขปัญหาด้านการจัดสวัสดิภาพและการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ ให้เต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะกลไกราชการส่วนกลางที่กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น เช่น มีการแต่งตั้งให้มีข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ฯ จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
2.ส่งเสริมสนับสนุนการจัดให้มีการขึ้นทะเบียนสัตว์และองค์กรจัดสวัสดิภาพสัตว์ รวมทั้งสถานสงเคราะห์สัตว์ตามกฎหมาย เพื่อการแก้ไขปัญหาด้านการจัดสวัสดิภาพสัตว์และสัตว์จรจัดได้อีกระดับหนึ่ง
3.สร้างความรู้ความเข้าใจ การให้ข้อมูลและความสนใจของสาธารณะชน โดยเฉพาะการนำพ.ร.บ.ฯ และกฎหมายลำดับรอง รวมถึงการตีความและการนำไปใช้กฎหมาย ที่มีความแม่นยำชัดเจนและเที่ยงธรรม
4 นำหลักการทางวิชาการ ด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าด้านสัตว์สัตวแพทย์ กฎหมาย แม้แต่ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มาใช้ในการอำนวยความยุติธรรมมากยิ่งขึ้น
5. คณะกรรมการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ควรดำเนินการจัดประชุมระดมความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องจริงจัง ในการนำเสนอนโนบาย แผน มาตรการและแนวทาง ต่างๆ ที่รวดเร็วควบคู่นอกจากการบังคับใช้กฎหมาย
6. สำหรับตัวบทตามพ.ร.บ. หลักการนั้นค่อนข้างครอบคลุมและปกป้องการทารุณกรรมและการพัฒนาสวัสดิภาพสัตว์ที่ดี แต่การใช้กฎหมายให้เป็นดั่งเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ ควรใช้กระบวนการทางกฎหมายที่มีในปัจจุบัน ควบคู่กระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการร้องทุกข์กล่าวโทษ การแสวงหาพยานหลักฐาน ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริง เพื่อเป้าหมายแห่งความยุติธรรม ที่ต้องเกิดขึ้นควบคู่ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วย
7.ควรมีการบูรณาการทรัพยากรการบริหารจัดการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดให้มีการระดมทรัพยากรที่ต้องเกิดความโปร่งใส คุ้มค่า เกิดประสิทธิผลสูงสุด ในการแก้ไขปัญหาด้านสวัสดิภาพสัตว์อย่างจริงจังต่อเนื่อง
8.ควรมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อใช้งบประมาณในการช่วยเหลือสัตว์หรือสถานสงเคราะห์สัตว์ รวมทั้งการพัฒนาสถานกักสัตว์เลี้ยงของท้องถิ่นและเอกชน รวมทั้งจัดตั้งกองทุนเพื่อการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเดือดร้อนจากสัตว์ด้วย
9.ควรมีการเพิ่มบทบาทขององค์กรภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมอย่างถูกต้องเหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย ในการส่งเสริมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้านการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ โดยต้องมีกลไกการติดตาม การตรวจสอบ การกำกับการดำเนินงานและงบประมาณที่โปร่งใสเป็นธรรม
นอกจากการบังคับใช้กฎหมาย ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวข้องก็นับว่ามีส่วนสำคัญ เช่น ปัญหาสุนัขจรจัดก็ควรมีการหยิบยกขึ้นมานำเสนออย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอัตราการเพิ่มขึ้นของสุนัขจรจัด จากการสำรวจของกรมปศุสัตว์เมื่อปี พ.ศ.2563 พบว่ามีสุนัขจรจัดทั่วประเทศ จำนวนกว่า 2.3 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อ พ.ศ. 2557 มีสุนัขจรจัดเพียง 7.3 แสนตัว หรือมีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว
ในระยะเวลา 6 ปี และมีแนวโน้มจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งปัญหาสุนัขจรจัดเกิดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะจากการที่ผู้เลี้ยงไม่ต้องการเลี้ยงหรือมีปัญหาผลกระทบจากโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในรอบหลายปีนี้ หรือเนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว การถูกเลิกจ้างงาน เลี้ยงดูไม่ไหว การย้ายที่อยู่อาศัยค่ารักษาพยาบาลการดูแลสัตว์ที่สูง รวมทั้งการขาดการวางแผนควบคุมจำนวนประชากร
การละเลยขาดจิตสำนึกรับผิดชอบของผู้เลี้ยง จนนำมาสู่การปล่อยทิ้งสุนัขในที่สาธารณะเป็นจำนวนมาก สำหรับการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พยายามหาแนวทางร่วมกันในการบูรณาการ การแก้ไขปัญหาในหลากหลายวิธี เช่น การผ่าตัดทำหมัน การจัดตั้งสถานสงเคราะห์สัตว์ การจัดโครงการสุนัขชุมชน เป็นต้นแต่ยังอาจไม่เพียงพอหรือรองรับกับการแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดได้อย่างเต็มศักยภาพทั้งหมด
การขึ้นทะเบียนและลงทะเบียนประวัติสุนัขทุกตัวนั้นมีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดแต่วิธีการดำเนินการและมาตรการต่างๆ ควรต้องมีการศึกษาให้รอบคอบให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด โดยสัตว์เลี้ยงทุกตัว ควรมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนส่วนสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของท้องถิ่นหรือภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการให้มากยิ่งขึ้น เพราะแต่ละท้องถิ่นจะเข้าใจสภาพบริบทปัญหาของตนเองได้ดี
และเพื่อเป็นการลดความขัดแย้งของคนในชุมชนในปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากสัตว์ ป้องกันการสร้างเหตุเดือดร้อนรำคาญและเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินที่จากผู้ที่ได้รับผลกระทบกับสัตว์และเพื่อป้องกันโรคที่อาจแพร่ระบาดที่เกิดจากสัตว์ไปสู่คนได้ และที่สำคัญจะเป็นการคุมกำเนิด การขยายพันธุ์ของสัตว์ได้เป็นอย่างดีและเพื่อให้สัตว์นั้นได้รับการดูแลจัดสวัสดิภาพ
ที่เหมาะสมต่อไป เป็นต้น สำหรับมาตรการอื่นนอกจากการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงแล้วการทำเครื่องหมาย การฝังไมโครชิพหรือทำสัญลักษณ์อื่นๆการใช้ปลอกคอที่สามารถระบุพฤติกรรมได้ การผ่าตัดทำหมันสัตว์จรจัดอย่างรวดเร็วครบทั้งวงจรทั่วประเทศก็เป็นเรื่องสำคัญควบคู่กับการจัดการสุนัขชุมชน การบังคับใช้กฎหมายที่เด็ดขาดจริงจังต้องดำเนินการควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ทางสังคม
การเสริมสร้างจิตสำนึกสาธารณะ การรักเมตตาสัตว์อย่างรับผิดชอบ รวมทั้งการเสนอเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบเดือดร้อนรำคาญอันเกิดจากสัตว์ การป้องกันโรคต่าง ๆ ที่สัตว์เป็นพาหะ รวมถึงวิธีการควบคุมจำนวนประชากร การจัดสวัสดิภาพสัตว์จรจัด ดังนั้นตลอด 8 ปีที่ผ่านมา พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ นับว่าเป็นกฎหมายที่สำคัญ สร้างการตื่นรู้ของคนในสังคมไทย ให้มีการเลือกปฏิบัติต่อสัตว์อย่างมีมนุษยธรรมมากยิ่งขึ้นวัดได้จากสถิติการร้องเรียนการดำเนินคดีต่างๆ
และการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน ซึ่งมีทิศทางในทางบวกและประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งสำคัญสุดของกฎหมายฉบับนี้ คือตัวบุคคล หน่วยงานและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจตามกฎหมายที่ควรจักต้องปฏิบัติหน้าที่ ตามกรอบกฎหมายอย่างเต็มศักยภาพ เพราะสัตว์พูดเองไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่สัตว์ย่อมรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน
บุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องจึงควรต้องใช้หลักเมตตาธรรม ในการเอื้ออำนวยความยุติธรรมให้เกิดดุลยภาพขึ้นระหว่างมนุษย์ด้วยกันและสัตว์ร่วมโลก และเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนโดยในโอกาสครบรอบ 8 ปี พระราชบัญญัตินี้ สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ในฐานะผู้นำภาคประชาชนในการผลักดันเสนอกฎหมายฉบับนี้
จะร่วมกับองค์เครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนในการจัดประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อสรุปผลการดำเนินงานและติดตามการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมา เพื่อจะเสนอแนวทางในการพัฒนากฎหมาย การแก้ปัญหาสังคม และประเทศชาติ สืบไป
“ กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือในการอำนวยความยุติธรรม แต่ผู้ใช้กฎหมายต้องสร้างและรักษาความยุติธรรมรวมทั้งคุณธรรมทางกฎหมายให้เกิดขึ้น ทั้งต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ ให้สมดังเจตนารมณ์ ของ พระราชบัญญัติป้องการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์” ต่อไป
