นับว่าเป็นความพยายามของหลายภาคส่วนที่จะร่วมกันแก้ปัญหาสุนัขจรจัดในประเทศไทย จากการสำรวจของกรมปศุสัตว์เมื่อปี พ.ศ.2563 พบว่ามีสุนัขจรจัดทั่วประเทศ จำนวนกว่า 2.3 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อ พ.ศ. 2557 มีสุนัขจรจัดเพียง 7.3 แสนตัว หรือมีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว ในระยะเวลา 6 ปี และมีแนวโน้มจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่ปัญหาสุนัขจรจัดเกิดจากหลายปัจจัย
โดยเฉพาะจากการที่ผู้เลี้ยงไม่ต้องการเลี้ยงหรือมีปัญหาผลกระทบจากโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้น หรือเนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวถูกเลิกจ้างงาน เลี้ยงไม่ไหว การย้ายที่อยู่อาศัยหรือการละเลยขาดจิตสำนึกรับผิดชอบ นำสุนัขมาปล่อยทิ้งในที่สาธารณะเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าอัตราการเพิ่มขึ้นของสุนัขดังกล่าวมีอย่างต่อเนื่อง และถ้าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องละเลยหรือขาดมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดีและจริงจัง
อาจจะนำมาสู่ปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น การสร้างเหตุเดือดร้อนรำคาญจนนำมาสู่ความขัดแย้งของคนในชุมชนได้ รวมทั้งปัญหาการแพร่ระบาดของโรคต่างๆ เช่น พิษสุนัขบ้าหรือการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควรอีกด้วย สำหรับการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พยายามหาแนวทางร่วมกันในการบูรณาการ การแก้ไขปัญหาในหลากหลายวิธี เช่น การผ่าตัดทำหมัน
การจัดตั้งสถานสงเคราะห์สัตว์ ก็อาจยังไม่เพียงพอที่จะสามารถแก้ปัญหาได้ทั่วถึง โครงการสุนัขชุมชนจึงเกิดขึ้นจากหลายๆ แนวคิดที่ร่วมกันเสนอและผลักดันทั้งภาครัฐ เช่นกรมปศุสัตว์ ภาคเอกชน นักวิชาการ ซึ่งอาจแบ่งสุนัขเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มแรก สุนัขไม่มีเจ้าของไม่มีผู้ดูแลเลย กลุ่มที่ 2 สุนัขไม่มีเจ้าของแต่มีผู้ดูแลให้อาหารบ้าง กลุ่มที่ 3 คือ สุนัขที่อยู่ในชุมชน มีคนให้อาหารและคอยดูแลบ้าง
อาจจมีการตั้งชื่อมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนในชุมชน สามารถจับไปทำหมันและฉีดวัคซีนได้ โครงการสุนัขชุมชน ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนคือโครงการจากกองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ ซึ่งเป็นหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการจัดสวัสดิภาพสัตว์และบริการทางการแพทย์ ก็ได้จัดโครงการสุนัขชุมชนเช่นกัน
โดยได้กำหนดรูปแบบและรายละเอียดโครงการ เป็นความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน รวมทั้งองค์กรในชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดูแลสุนัขจรจัดเป็นไปอย่างมีระบบ ลดปัญหาการเพิ่มจำนวนและลดปัญหาความขัดแย้งของคนในชุมชน และที่สำคัญเพื่อให้สุนัขในชุมชนได้รับการจัดสวัสดิภาพที่ดีตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ โดยมีการกำหนดเป้าหมาย
ภายในระยะเวลา 3 ปี 2565-2567 มีพื้นที่ดำเนินการ 25 ชุมชนต้นแบบนำร่องเพื่อเป็นการทดลองและพร้อมจะขยายผลไปทั่วประเทศ มีรูปแบบกิจกรรม เช่น การลงทะเบียนประวัติสุนัขทุกตัวของชุมชน การทำเครื่องหมาย การฝังไมโครชิพหรือทำสัญลักษณ์ การตรวจสุขภาพพื้นฐาน การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี การกำจัดเห็บหมัดและถ่ายพยาธิ การผ่าตัดทำหมันเพื่อควบคุม
จำนวนประชากร หรือแม้แต่การมีเครื่องหมายหรือปลอกคอที่สามารถระบุพฤติกรรมได้ เช่น ปลอกคอสีเขียว หมายถึง สุนัขที่มีพฤติกรรมที่ทุกคนจับต้องได้ ปลอกคอสีเหลือง หมายถึง สุนัขที่มีพฤติกรรมที่คนดูแลเท่านั้นจับต้องได้ ปลอกคอสีแดง หมายถึง สุนัขที่มีพฤติกรรมหวาดระแวงไม่มีใครจับต้องได้ ผลที่คาดว่าจะได้รับ จำนวนสุนัขจรจัดในชุมชนลดลงในแต่ละปี ลดการปล่อยและทอดทิ้งสุนัข
สุนัขได้รับการจัดสวัสดิภาพที่ดี ลดปัญหาการสงเคราะห์สัตว์ช่วยเหลือสัตว์แบบเคาะกะละมังเลี้ยง และได้รูปแบบที่เหมาะสมในการขยายผลและต่อยอดในการจัดการสุนัขจรจัดอย่างเป็นระบบ เป็นต้น โครงการสุนัขชุมชน ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่เป็นแนวความคิดที่ดี ในการกระจายรูปแบบและวิธีการด้วยกระบวนการการมีส่วนร่วมที่ต้องเริ่มจากคนในชุมชนด้วยกันเอง และมีหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน
ช่วยกันสนับสนุนทรัพยากรทางบริหาร ในการแก้ปัญหาของชุมชนให้ต่อเนื่องและยั่งยืน โดยชุมชนและเพื่อชุมชนนั้น แต่ที่สำคัญขอฝากไว้ว่า ต้องมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อการปรับรูปแบบให้เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพบริบทและปัญหาที่แท้จริงของชุมชนนั้น ต่อไป










