จากกรณีช้าง 4 เชือก ภายในฟาร์มชื่อดังแห่งหนึ่งใน จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีสภาพอดอยาก และเจ็บป่วย ถูกผูกกับหลักยาวนาน จนโซ่บาดลึกเข้าไปในเนื้อข้อเท้า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพบ มีความผิดเข้าข่ายในเรื่องการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2561 ตามที่มีการเสนอข่าวก่อนหน้านี้นั้น
ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ได้แสดงความคิดเห็นโดยส่วนตัวว่า สำหรับกรณีดังกล่าวนั้น ก็ได้ติดตามตามหน้าสื่อต่างๆ และมีโอกาสได้ติดต่อประสานงานกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ยังไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่เพื่อดูสภาพข้อเท็จจริงด้วยตนเอง แต่ก็รู้สึกเป็นห่วงช้างทั้ง 4 เชือก
และรู้สึกขอบคุณสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนทุกภาคส่วน ในการช่วยเหลือรักษาชีวิตช้างเหล่านั้นไว้ และส่วนคิดว่าควรมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย เพราะก่อนหน้านี้เท่าที่ทราบก็มีการร้องเรียนทำนองลักษณะเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ก็ได้เข้าไปตรวจสอบและให้ความเห็นพร้อมกับข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน โดยส่วนตัวขอตั้งข้อสังเกต ดังนี้
1. ด้านการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ในหมวด 6 มาตรา 22 ได้กำหนด ให้เจ้าของสัตว์ต้องดำเนินการจัดสวัสดิภาพสัตว์ให้แก่สัตว์ของตนให้เหมาะสม ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2561 ข้อ 4 ได้กำหนดให้สัตว์ที่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองต้องดำเนินการจัดสวัสดิภาพสัตว์ของตนให้เหมาะสม ดังต่อไปนี้
(1) จัดให้สัตว์ได้รับอาหารและน้ำในปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสม
(2) จัดให้สัตว์อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำเนินชีวิตและความปลอดภัยของสัตว์
(3) จัดให้สัตว์มีสุขภาพอนามัยที่ดี มีการจัดการในการควบคุมป้องกันโรคที่เหมาะสม และให้การรักษาเมื่อช้างป่วยหรือบาดเจ็บโดยไม่ชักช้า
(4) จัดการไม่ให้สัตว์ได้รับความเครียด หวาดกลัว เจ็บป่วยหรือทุกข์ทรมานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
(5) จัดให้สัตว์ได้แสดงออกซึ่งพฤติกรรมตามธรรมชาติที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตและพลานามัย และปัจจุบันมีการประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการจัดสวัสดิภาพช้างในปางช้าง พ.ศ.2563 ซึ่งได้กำหนดเกี่ยวกับสวัสดิภาพช้างโดยละเอียด เช่น การจัดการด้านอาหารและน้ำในปางช้างจะต้องปฏิบัติอย่างไร การจัดการด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม การจัดการด้านสุขภาพอนามัย การจัดการด้านพฤติกรรมตามธรรมชาติ การจัดการด้านสภาวะทางจิตใจ
รวมทั้งมีการกำหนดในข้อ 5 เพื่อประโยชน์ในการจัดสวัสดิภาพช้างในปางช้าง ให้เจ้าของช้าง หรือควาญช้าง ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) เจ้าของช้างจัดให้มีควาญช้างเพียงพอสำหรับดูแลช้างแต่ละเชือกให้ได้รับการจัดสวัสดิภาพที่เหมาะสม เป็นต้น ทั้งนี้ ถ้าถ้าเจ้าของสัตว์ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท
และได้มีการออกระเบียบว่าด้วยการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2560 โดยได้กำหนดผู้มีอำนาจเปรียบเทียบความผิดและมีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้ เช่น บุคคลที่อธิบดีกรมปศุสัตว์มอบหมายตามกฎหมาย โดยเมื่อเกิดเหตุแล้ว ผู้กระทำความผิดรับสารภาพโดยยินยอมให้เปรียบเทียบปรับภายใน 30 วัน
แต่ถ้าในกรณีผู้ต้องหาไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ ให้ส่งเรื่องและตัวผู้ต้องหาไปให้พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจตามกฎหมายเพื่อดำเนินการต่อไป สำหรับข้อหาความผิดที่มีอัตราโทษปรับสถานเดียว ตาม พ.ร.บ.ป้องกันฯ นั้น ในฐานความผิดเรื่องการจัดสวัสดิภาพสัตว์ เช่น มาตรา 22 อัตราปรับกำหนดเปรียบเทียบในการกระทำครั้งที่
1 ปรับ 10,000 บาท ครั้งที่ 2 ปรับ 20,000 บาท บาท ครั้งที่ 3 ปรับ 30,000 บาท ครั้งที่4และครั้งต่อไป ปรับ 40,000 บาท เป็นต้น
2. สำหรับด้านการทารุณกรรมสัตว์ จากกรณีดังกล่าว ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงและมีการพิสูจน์ได้ว่า การกระทำของเจ้าของหรือผู้เกี่ยวข้องมีเจตนากระทำการหรืองดเว้นการกระทำใดๆ ที่ทำให้ช้างได้รับความทุกข์ทรมานไม่ว่าร่างกายหรือจิตใจ เช่น การล่ามโซ่สั้นๆ เป็นเวลานานแรมปี ทำให้ช้าง ได้รับความเจ็บปวด ความเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรืออาจมีผลทำให้ช้างนั้นตายได้ ลักษณะอย่างนี้อาจจะเข้าข่าย การทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 มาตรา 3 ประกอบมาตรา 20 และมาตรา 31
3. สำหรับ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ก็ได้มีการกำหนดในมาตรการเกี่ยวกับสวนสัตว์ตั้งแต่มาตรา 33 ถึงมาตรา 38 ไว้ ซึ่งเนื้อหาสาระสำคัญส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการและการขออนุญาตรวมทั้งมาตรฐานการจัดการสวนสัตว์ และในขณะนี้มีการจัดทำร่างประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานการจัดการสวนสัตว์ พ.ศ. .... ซึ่งในอนาคตก็น่าจะเป็นแนวทางที่ดีสำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตสวนสัตว์ต่อไป
ดังนั้น ส่วนตัวคิดว่ากรณีดังกล่าวนั้น ประชาชนผู้รักสัตว์ส่วนใหญ่จะเฝ้าจับตามองการบังคับใช้กฎหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องถึงอำนาจบทบาทหน้าที่ ว่าได้ดำเนินการในการเอื้ออำนวยความเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้วหรือยัง โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสัตว์นั้น แม้ “สัตว์” จะพูดเองไม่ได้ เรียกร้องสิทธิให้ตัวเองไม่ได้เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่ก็มีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึก รับรู้ได้ถึงความทุกข์ทรมานเจ็บปวด จากการกระทำของมนุษย์
การบังคับใช้กฎหมายกับกรณีดังกล่าวจึงควรต้องมีลักษณะ ความแน่นอนชัดเจน ปราศจากความลำเอียงเพราะชอบพอ ความโกรธ ความหลงหรือความเกรงกลัว และควรตั้งอยู่บนพื้นฐานการพิสูจน์ข้อเท็จจริง พยานหลักฐานและเงื่อนไขที่เป็นความจริง โดยเฉพาะการนำมาตรฐานทางวิชาการด้านสัตวแพทย์มาใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญมุมมองทางสังคมนอกจาการเฝ้าจับตามองแล้ว
การสอดส่องป้องกันและการช่วยเหลือสนับสนุน ให้การดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย สามารถเอื้ออำนวยให้เกิดความเป็นธรรมเสมอภาคทางกฎหมายทั้งต่อตัวมนุษย์และสรรพสัตว์นั้นเป็นเรื่องสำคัญมากเช่นกัน อย่าให้เหมือนคำเปรียบเปรยที่ว่า “กฎหมายเปรียบเสมือนใยแมงมุมที่จะจ้องแต่จะจับสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่มีกำลังก็ดิ้นหลุดหมด” อุปมาอุปไมยเสมือนว่า “กฎหมายสามารถใช้ได้แต่ดักจับเฉพาะคนด้อยโอกาสและยากจน แต่จะแหลกสลายไม่เป็นชิ้นดีเมื่อเจอกับคนที่มากด้วยอำนาจบารมีหรือร่ำรวย”
