ChawatatThanoosing(https://www.facebook.com/chawatat.thanoosing/posts/10158517886790547) ซึ่งเป็นคนไทยที่ทำงานอยู่ที่ Natural Historical Museum London จากวิดีโอคลิป (https://www.youtube.com/watch?v=I0R32kCD5Twนาทีที่ 1.09.00 – 1.10.30)พิธีกรในงานนี้บอกว่า จากความคิดของภาพนี้ ช้างเป็นสัตว์ป่าควรอยู่ในป่า เป็นวิศวกรของป่าที่จะช่วยจัดการเรื่องนิเวศวิทยา
ช้างเป็นสัตว์ฉลาด มีความจำเป็นเลิศ มีอายุยืน ไม่ควรนำมาใช้ประโยชน์ในทางที่ไม่ถูกต้องด้วยการแสดงเหมือนสวนสัตว์ ไม่ควรออกมาอยู่ในที่เลี้ยงแคบๆแบบนี้ และ ภาพนี้เป็นภาพที่ทรงพลังบอกคนทั้งโลก เรื่องช้างเล่นน้ำเคยถูกโจมตีจากกลุ่มพิทักษ์สัตว์มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2561 โดยครั้งนั้นทางองค์การสวนสัตว์ก็ได้ออกมาชี้แจงแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งข่าวที่ออกมาปัจจุบันนี้ทำให้องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ออกมาชี้แจงทันทีผ่าน Facebook
(https://www.facebook.com/104972163017932/posts/1924707184377745/?d=n) ถึงบทบาทและหน้าที่ขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย โดยเฉพาะงานต่างๆที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ช้าง เช่น การจัดตั้งคชอาณาจักรที่จังหวัดสุรินทร์เพื่อแก้ปัญหาช้างเร่ร่อนในเมืองใหญ่ งานวิจัยเกี่ยวกับช้าง ทั้งโภชนาการ และ ระบบสืบพันธุ์การดูแลสุขภาพโดยสัตวแพทย์ และ การเล่นน้ำในสระว่ายน้ำที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวตามที่เป็นภาพ ซึ่งถือเป็นการฝึกในเชิงบวก (positive reinforcement) คือ การให้รางวัลเมื่อแสดงพฤติกรรมได้ถูก
ต้อง เลือกลงน้ำได้เอง ไม่มีใครบังคับ นี่คือการให้ทางเลือกกับสัตว์และเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมของสัตว์ (enrichment) เพื่อให้สัตว์แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งช้างกับน้ำเป็นของคู่กัน ช้างชอบเล่นน้ำมาก และ เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกตามพฤติกรรมตามธรรมชาติ ของหลักสวัสดิภาพสัตว์ตามหลักมาตรฐานสากล 5 Domainsที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก
ย้อนกลับมาถึงชื่อหัวข้อภาพ คือ Elephant in The Room คือ มีปัญหาอยู่ตรงหน้า ซึ่งเจ้าของภาพ คณะกรรมการ และ พิธีกร คงหมายถึงการนำช้างซึ่งเป็นสัตว์ป่า มาฝึกเพื่อการแสดงแบบละครสัตว์ หรือ อยู่สวนสัตว์ หรือ ในปางช้างเพื่อการท่องเที่ยวแบบของประเทศไทย แล้วคนไทยหรือผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะมองไม่เห็น หรือ ทำเป็นมองไม่เห็น ไม่ใส่ใจ ไม่แก้ปัญหา (ตามที่เขาคิดว่าเป็นปัญหา)
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดกันมานาน และ พยายามที่จะมีการปรับความเข้าใจโดยให้ความรู้ออกไปให้มากที่สุด ว่าช้างถึงแม้ว่าจะเป็นชนิดเดียวกัน แต่ก็แยกและมีกฎหมายควบคุมดูแลเฉพาะ โดยแยกเป็นช้างบ้านซึ่งมีการจับมาใช้งานเป็นพันปีแล้วและยังคงอยู่จนปัจจุบัน (พรบ.สัตว์พาหนะ พ.ศ. 2482) และ ช้างป่า (พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2462)
หลายคนอาจจะมองว่าช้างเป็นสัตว์ป่าควรจะอยู่ในป่าเท่านั้น ไม่ควรมีช้างบ้าน นั่นหมายความว่าจะต้องมีการนำช้างบ้านที่มีอยู่ประมาณ 4,000 เชือก ปล่อยคืนสู่ป่า ซึ่งหมายความว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างช้างและคนก็จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว เนื่องจากพื้นที่ป่าไม่เพียงพอ โดยปัจจุบันช้างป่ามีอยู่ประมาณ 3,000-3,500 ตัว และ มีประชากรคงที่ถึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในป่าด้านตะวันออก ที่เกิดปัญหาความขัด
แย้งรายวัน และ เป็นสิ่งที่ชาวบ้านไม่ยอมรับ การนำช้างคืนสู่ธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีการทำมานานมากกว่า 20 ปี โดยมูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ และ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช แต่ปัจจุบันได้มีนโยบายไม่นำช้างคืนสู่ธรรมชาติแล้ว แต่เป็นการดูแลช้างที่ปล่อยไปให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ในส่วนของช้างบ้านมีกฎหมายออกมาเพื่อดูแลช้างบ้านที่มีอยู่ห้มีความเป็นอยู่ที่ดีที่สุด เช่น ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เรื่อง การจัดสวัสดิภาพช้างในปางช้าง พ.ศ. 2563 และ ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดมาตรฐานสินค้าการเกษตร: การปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง และ ยังจะมี พรบ.ช้าง ออกมาอีกในอนาคต ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่พยายามปรับปรุงแก้ไขกันอยู่ เพียงแต่ข้อมูลเหล่านี้อาจจะไม่ถึงต่างประเทศ หรือ อาจจะถึงแต่ไม่เปิดใจรับฟัง เพราะตั้งธงไว้แล้วว่า ช้าง คือ สัตว์ป่าต้องอยู่ในป่าเท่านั้น อยู่กับคนไม่ได้
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องของช้างบ้าน เช่น การหย่านมเพื่อฝึก การใช้ขอและโซ่ในการควบคุมบังคับ การขี่ช้าง เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีงานศึกษา วิจัยและคำอธิบายมารองรับแล้ว แต่อาจจะยังไม่ได้มีการเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณชนมากเท่าที่ควร ผมไม่สามารถบอกได้ว่าควาญที่ดูแลช้าง และสถานที่ที่ดูแลช้างบ้านจะดีเสมอไป บางครั้งก็มีการกระทำเกินกว่าเหตุและดูโหดร้ายเช่นเดียวกัน ทำให้คนในสังคมไทยที่ยัง
คุ้นชินกับการเลี้ยงดูช้างแบบไทยๆ ยังมองว่าโหดร้าย จะนับอะไรกับฝรั่งรักสัตว์ที่เข้ามาในไทยแล้วเห็นภาพการดูแลช้างที่ไม่คุ้นชิน และ มองว่าเป็นการทรมานสัตว์ ดังนั้นการจัดสวัสดิภาพสัตว์ และ การปฏิบัติที่ดีสำหรับสถานที่เลี้ยงช้างให้เหมาะสมกับบริบทของไทย เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งเราก็มีกฎหมายออกมารองรับแล้ว ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ดังนั้นผมอยากให้ทุกคนเปิดความคิดให้กว้าง รับฟังความคิดเห็น และ
เรียนรู้ตามความเป็นจริง ไม่ไปตามกระแส โดยเฉพาะการมีงานศึกษา วิจัย ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ มารองรับจะเป็นการยืนยันได้ดี ฟังฝรั่งมากเกินไป จะสิ้นความเป็นไทยไปได้นะครับ
ศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า
คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่