จำนวนผู้เข้าชมวันนี้

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2564

กห. โดย สทป. ส่งมอบหุ่นยนต์ให้บริการทางการแพทย์ (D–EMPIR CARE) จำนวน 3 ระบบให้กับ สธ. เพื่อสนับสนุนภารกิจทีมแพทย์ในโรงพยาบาลบุษราคัม


สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศหรือ สทป. เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดำเนินการตามพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. 2562โดยเป็นหน่วยงานที่สามารถดำเนินการด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ขั้นการวิจัยพัฒนา 

จนถึงขั้นการผลิตและจำหน่าย เพื่อตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 และการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่11(S–Curve ที่ 11) ของรัฐบาล เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”ด้วยการผลิตยุทโธปกรณ์ภายในประเทศ ทำให้สามารถประหยัดงบประมาณและลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ 

สทป. ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD Robot)ในรูปแบบการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อบูรณาการขีดความสามารถในการวิจัยและพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดให้สามารถตอบสนองภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการของหน่วยผู้ใช้งานโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานด้านความมั่นคง

ปัจจุบันจะเห็นว่า สทป.ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD Robot)ให้กับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยการพัฒนาหุ่นยนต์ตรวจการณ์ขนาดเล็กรุ่น D-EMPIR และหุ่นยนต์ตรวจการณ์ขนาดพกพารุ่นหนูนา (NooNar)ซึ่งได้ส่งมอบให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. นำไปทดสอบทดลองใช้

ต้นแบบหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดดังกล่าวได้ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบา เจ้าหน้าที่สามารถพกพาไปปฏิบัติงานได้สะดวก เหมาะกับการใช้งานในระดับยุทธวิธี การพิสูจน์ทราบ ลาดตระเวนตรวจการณ์ และสำรวจพื้นที่เป้าหมาย ง่ายต่อการใช้งาน สามารถปฏิบัติงานต่อเนื่อง 1-2 ชั่วโมง คงทนต่อสภาพแวดล้อม รองรับด้วยมาตรฐานสากล สามารถปีนและไต่ทางลาดชันได้ไม่น้อยกว่า 35 องศา ควบคุมและสามารถสั่งการแบบ

ไร้สายระยะไกล200 เมตร รองรับการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ช่วยในการสนับสนุนภารกิจที่หลากหลายเช่น ปืนยิงทำลายวงจรวัตถุระเบิด ระบบเอกซเรย์วัตถุระเบิด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันประเทศไทยได้ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) เป็นวงกว้าง จึงทำให้บุคลากรทางการแพทย์มีความจำเป็นต้องมีอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่จะสนับสนุนการ

ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ด้วยเหตุนี้ สทป. จึงเล็งเห็นถึงขีดความสามารถหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD Robot) ของ สทป. ที่สามารถปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ติดตั้งบนตัวหุ่นยนต์ (payload) เพื่อรองรับการปฏิบัติงานตามความเหมาะสมในภารกิจต่างๆ  สทป. จึงมีแนวคิดที่จะดัดแปลงและปรับปรุงหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD Robot) รุ่น D-EMPIR มาเป็นรูปแบบของหุ่นยนต์

สำหรับใช้ปฏิบัติงานในภารกิจโรงพยาบาลสนาม เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งหุ่นยนต์นี้มีขีดความสามารถในการควบคุมแบบไร้สายระยะไกล บรรทุกยา อาหาร หรือสิ่งของเพื่อส่งให้ผู้ป่วย พร้อมติดกล้องและไมโครโฟน รวมถึงจอมอนิเตอร์เพื่อเป็นการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางแพทย์ และยังช่วยในการอำนวยความสะดวกและลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์

สำหรับหุ่นยนต์ที่ สทป. ได้ออกแบบขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์นั้น สทป. ได้ตั้งชื่อหุ่นยนต์นี้ว่า “D-EMPIR CARE” เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การใช้งานและความรู้สึกเป็นมิตรต่อการใช้งาน “user friendly” โดยหุ่นยนต์รุ่น D-EMPIR CARE ได้ถูกพิสูจน์ทดสอบและทดลองการใช้งานแล้วระยะหนึ่ง (ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา) ที่โรงพยาบาลสนามของกองทัพบก ในความรับผิดชอบของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จะเห็นว่าการใช้งานหุ่นยนต์ D-EMPIR CARE นั้นสามารถสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสะดวก ความปลอดภัย และลดความเสี่ยงของบุคลากรทางการแพทย์ที่จะต้องสัมผัสและรักษาผู้ป่วยได้ตามวัตถุประสงค์ โดย “หุ่นยนต์ D-EMPIR CARE” มีคุณสมบัติที่สำคัญ ดังนี้
หุ่นยนต์ควบคุมแบบไร้สายระยะไกล รองรับการเชื่อมต่อระบบ WIFI หรือ เครือข่ายมือถือ (Cellular Network)
รองรับการสนทนาระหว่างแพทย์และผู้ป่วยด้วยระบบ VDO Call
ใช้งานต่อเนื่องนาน 2 ชั่วโมง
สามารถข้ามเครื่องกีดขวางบนพื้นราบได้
ขับเคลื่อนด้วยสายพานรองรับการทำงานทุกสภาพภูมิประเทศ

วันที่ 15 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหม โดย สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ จึงจัดพิธีส่งมอบหุ่นยนต์ให้บริการทางการแพทย์ (D–EMPIR CARE)เพื่อสนับสนุนภารกิจทีมแพทย์ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลบุษราคัม ระหว่างกระทรวงกลาโหม โดย สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กับ กระทรวงสาธารณสุขโดยได้รับเกียรติจาก พลเอก พอพล มณีรินทร์ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกัน

ประเทศ พร้อมด้วย พลอากาศเอก ดร.ปรีชา ประดับมุขผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ร่วมเป็นประธานในการส่งมอบหุ่นยนต์รุ่น D-EMPIR CAREให้กับกระทรวงสาธารณสุขโดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้แทนรับมอบ และกล่าวขอบคุณถึงการสนับสนุนหุ่นยนต์ รุ่น D–EMPIR CARE สำหรับภารกิจของทีมแพทย์โรงพยาบาลสนาม ณ โรงพยาบาลบุษราคัม อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์เมืองทองธานี

พลอากาศเอก ดร.ปรีชา ประดับมุข ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศกล่าวว่าสถานการณ์ในปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 เป็นวงกว้าง จึงทำให้บุคลากรทางการแพทย์มีความจำเป็นต้องมีอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่จะสนับสนุนการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ด้วยเหตุนี้ สทป. จึงเล็งเห็นโอกาสในการนำผลงานวิจัยและพัฒนาของ สทป. โดยเฉพาะงานวิจัยที่เป็นเทคโนโลยี

สองทาง (Dual use) มาช่วยสนับสนุนกาปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ จึงเป็นที่มาของหุ่นยนต์ รุ่น “D-EMPIR CARE” ซึ่งได้ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากหุ่นยนต์ รุ่น “D-EMPIR” ภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำองค์ความรู้ที่เกิดจากงานวิจัยทางทหารมาสร้างประโยชน์เป็นเทคโนโลยีสองทาง (Dual use)สามารถประยุกต์ใช้กับภาคพลเรือน โดยเฉพาะการพัฒนา

ต่อยอด ปรับปรุงเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน 
พลเอก พอพล มณีรินทร์ ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศผู้แทนกระทรวงกลาโหม กล่าวว่าตามที่กระทรวงกลาโหม โดย สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ หรือ สทป. ได้พัฒนาต่อยอดจากหุ่นยนต์สำหรับภารกิจทางการทหารไปสู่หุ่นยนต์เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานทางการสาธารณสุขนั้น 

ถือได้ว่าเป็นการนำงานวิจัยทางการทหารมาสร้างประโยชน์เป็นเทคโนโลยีสองทาง (Dual use) ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับภาคพลเรือนอย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์ รุ่น “D-EMPIR CARE” นี้ ได้ถูกพิสูจน์โดยการทดสอบและทดลองใช้งานแล้วที่โรงพยาบาลสนามของกองทัพบก พบว่า หุ่นยนต์ รุ่น D-EMPIR CARE นั้นสามารถสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก ปลอดภัย และลดความเสี่ยงของบุคลากรทางการแพทย์ที่จะต้องสัมผัสและรักษาผู้ป่วยได้ตามวัตถุประสงค์ 

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงกลาโหม เห็นว่า หุ่นยนต์ รุ่น D-EMPIR CARE นี้จะสามารถสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่เสียสละ ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจทำงานอย่างหนักเพื่อให้การรักษาผู้ติดเชื้อCOVID-19 เป็นไปอย่างทั่วถึง ดังนั้น กระทรวงกลาโหม โดย สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ จึงขอมอบหุ่นยนต์ รุ่น D-EMPIR CAREจำนวน 3 ระบบ แก่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อใช้งานในภารกิจโรง

พยาบาลสนาม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหุ่นยนต์ รุ่น D-EMPIR CARE นี้จะเป็นประโยชน์และช่วยลดความ
เสี่ยง รวมถึงสร้างความปลอดภัยให้กับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และบุคลากรได้อย่างสูงสุด
ความมุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาของ สทป. ในการดัดแปลงจากหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิด รุ่น D-EMPIR มาเป็นหุ่นยนต์รุ่น D-EMPIR CAREให้เป็นไปตามมาตรฐานการออกแบบ วิจัยและพัฒนา ผลิตและทดสอบที่เป็น

สากลในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพความพร้อมในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาสังคมโดยรวม เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม (Value-Based Economy) สู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยในอนาคตอีกด้วย